Header Ads

"ลุงเบี้ยว" ชายพิการ ถูกภรรยาทิ้ง ปลูกผักตามรอยพ่อ แม้ต้องใช้ชีวิตคว่ำหน้าอยู่บนรถเข็น!! (รายละเอียด) ..///

"ลุงเบี้ยว" ชายพิการ ถูกภรรยาทิ้ง ปลูกผักตามรอยพ่อ แม้ต้องใช้ชีวิตคว่ำหน้าอยู่บนรถเข็น!! (รายละเอียด) ..///


ย้อนกลับไปเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ลุงเบี้ยว หรือ สมจิตร ดวงตาคำ คือหัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการหาเงินมาประทังชีวิตให้กับทุกคนในครอบครัว แต่แล้วก็เกิดเหตุไม่คาดฝัน เมื่อขาทั้งสองข้างที่ใช้ย่างก้าวเพื่อหาเลี้ยงชีพ กับต้องถูกตัดไป

เนื่องจากประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ หนำซ้ำภรรยาคู่ชีวิตที่อยู่กินกันมากว่า 20 ปี ก็ทิ้งไปโดยไม่ใยดี ทำให้ชีวิตของลุงเบี้ยว เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ และเคว้งคว้างกับชีวิตที่ต้องไร้ขา และนอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียงผู้ป่วยซึ่งถูกดัดแปลงเป็นรถเข็นเช่นนี้



แต่กระนั้นลุงเบี้ยวก็ไม่ย่อท้อ หรือหวั่นไหว ตรงกับข้าม ลุงเบี้ยวกลับทำในสิ่งที่คนที่มีอวัยวะครบ 32 ยังทำได้ยาก เพราะลุงเบี้ยวเชื่อว่า "ตราบใดที่เรายังมีมืออยู่ทั้งสองข้างเราไม่อดตายแน่นอน เพราะเราก็ใช้มือที่เหลืออยู่นี่แหละทำงาน"



เมื่อลุงเบี้ยวถูกภรรยาทิ้ง กลายเป็นชายพิการที่ต้องอาศัยอยู่คนเดียว ลุงเบี้ยวซึ่งไม่มีคนดูแล ก็ถูกส่งเข้าไปอาศัยอยู่ร่วมกับคนพิการในมูลนิธิสิริวัฒนา เชสเชียร์ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยต้องช่วยเหลือตัวเองทุกอย่าง เพราะเขาคิดเสมอว่า "เราต้องช่วยตนเองไม่เช่นนั้นใครจะมาช่วยเรา"



"คิดว่ามันเป็นเวรเป็นกรรมที่ต้องมาประสบอุบัติเหตุ ไม่รู้ว่าชาติไหน ลุงคิดเสมอว่า ถ้าเราทุกข์อกทุกข์ใจ เราต้องนับหนึ่งถึงสิบ คิดเสมอว่าทำยังไงให้ชีวิตเราอยู่รอดปลอดภัย พึ่งตัวเอง ให้กำลังใจตัวเองก่อนว่า ยังไงเราก็ต้องดิ้นรน ลุงคิดอย่างนี้ทุกวัน" ลุงเบี้ยว บอก



ณ ที่แห่งนี้เอง ลุงเบี้ยวได้ศึกษาวิถีแห่งความพอเพียง เพื่อประกอบอาชีพหาเลี้ยงชีพ ซึ่งสิ่งที่ลุงเบี้ยวทำก็คือ ขอพื้นที่ว่างในมูลนิธิมาปลูกแปลงผัก ซึ่งสำหรับคนที่มีอวัยวะครบ 32 คนไม่ใช่เรื่องยากนัก แต่สำหรับชายพิการที่ต้องใช้ชีวิตคว่ำหน้าอยู่บนรถเข็นชั่วชีวิต การปลูกผักสักต้นที่ต้องขุดหลุม พรวนดิน หมั่นรดน้ำ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะผู้ที่จะทำได้ต้องมีความเพียรพยายามมากกว่าคนทั่วไปหลายเท่า



เช้าตรู่ของทุกๆ วัน ลุงเบี้ยว จะตื่นขึ้นมาทำภารกิจส่วนตัว ล้างหน้า แปรงฟัน ก่อนจะเข็นรถพร้อมอุปกรณ์ทำการเกษตรครบมือเข้ามายังสวนผัก เพื่อถางหญ้า ขนดิน พรวนดิน รดน้ำอย่างทะนุถนอม และใส่ใจทุกอย่างโดยหวังให้แปลงผักงอกงามสมความตั้งใจ



ลุงเบี้ยวบอกว่า ตัวเองเคยมีความรู้เรื่องการเกษตรมาก่อนที่จะประสบอุบัติเหตุแล้วแต่พอต้องสูญเสียขาและได้เข้ามาอยู่ในมูลนิธิแห่งนี้เขาจึงรื้อฟื้นความรู้ด้านการเกษตรกลับมาอีกครั้งหนึ่งแม้จะยอมรับว่าสภาพร่างกายเช่นนี้ทำให้ทำงานได้ลำบากขึ้น เพราะถือจอบขนาดใหญ่ไม่ไหว แต่ลุงเบี้ยวก็คิดว่า ค่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ ใช้เวลามากขึ้นแต่ก็เพลิดเพลินเพราะอยู่ในสวนได้ทั้งวันเลยทีเดียวและมีความสุขกว่าอยู่เปล่า ๆ



นอกจากปลูกผักในแปลงแล้วลุงเบี้ยวยังเป็นเกษตรกรครบวงจร เพราะยังปลูกผักปลอดสารพิษชนิดต่างๆ เลี้ยงปลา เลี้ยงเป็ดหมักปุ๋ยชีวภาพ ฯลฯ ตามที่เคยมีความรู้มาและที่สำคัญคือลุงเบี้ยว ได้น้อมนำคำสอนจากพ่อหลวงในเรื่อง 「เศรษฐกิจพอเพียง」มาใช้ประกอบอาชีพทำให้สวนแห่งนี้กลายเป็นสวนเกษตรพอเพียงอย่างแท้จริง



"พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านบอกว่าอย่าทำให้ที่ดินว่างเปล่าต้องใช้ที่ดินให้เป็นประโยชน์ทุกตารางนิ้วผมก็จำทุกคำของพ่อหลวงใส่ในใจไว้ และนำเรื่องเศรษฐกิจแบบพอเพียงมาปรับใช้อยู่อย่างไรให้ไม่จนไม่มีหนี้ ไม่มีสินผมก็พอใจแล้ว"



ผักปลอดสารพิษของลุงเบี้ยวเป็นที่ต้องการของพ่อค้า แม่ค้า ที่เข้ามารับซื้อถึงในมูลนิธิทำให้ลุงเบี้ยวมีรายได้เล็ก ๆ น้อยๆ จากการปลูกผักที่เขารัก และนำเงินส่วนนี้ไปใช้ซื้อหยูกยาจ่ายค่าจิปาถะต่างๆ ในแต่ละเดือน



ความพากเพียร และมุมานะของลุงเบี้ยว ทำให้สวนแห่งนี้ กลายเป็นศูนย์การเรียนรู้สำหรับคนทั่วไป นอกจากนี้ลุงเบี้ยวยังได้เป็นวิทยากรรับเชิญที่สถานีวิทยุแม่โจ้ ในการให้ความรู้เรื่องการเกษตร โดยอาศัยประสบการณ์ที่สั่งสมมานานกว่า 10 ปี อีกทั้งยังเป็นวิทยากรเวลามีแขกมาดูงานที่สวนของลุงเบี้ยวอีกด้วย



เมื่อถามถึงความรู้สึกของลุงเบี้ยวที่สามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ ลุงเบี้ยวบอกว่า 「รู้สึกภูมิใจที่เรายังมีความสำคัญกับสังคมอยู่แม้ว่าคนพิการอย่างเราจะดูต้อยต่ำแต่เราก็สามารถนำเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงไปสอนคนอื่นให้ใช้ความพอเพียงได้ คนเรามันต้องดิ้นรนต่อไป



ลุงบอกว่า ถ้าเราอยู่แบบไม่ดิ้นรนก็คงไม่มีอะไรกิน ไม่มีอะไรใช้



ลุงไม่ยอมหยุดนิ่ง ทำงานฝีมือขยันขันแข็ง


ลุงเบี้ยวได้น้อมนำคำสอนจากพ่อหลวงในเรื่อง "เศรษฐกิจพอเพียง" มาใช้ประกอบอาชีพ





กลับเป็นผู้ที่สามารถเติมเต็มชีวิต และความสุขให้กับผู้ที่มีร่างกายครบ 32 ได้อย่างน่าอัศจรรย์ซึ่งชายพิการอย่าง "ลุงเบี้ยว" ก็คือหนึ่งในบุคคลที่มีคุณค่าที่สามารถแปรเปลี่ยนอุปสรรคในชีวิตมาเป็นพลัง จนเรื่องราวของเขาสามารถเป็นครูสอนชีวิตให้กับหลายๆ คนได้เป็นอย่างดี
ข้อมูลและภาพจาก kaset

No comments

Powered by Blogger.